clubheng

ตัวเลขเสื้อ คือ อะไร รู้จักความหมายเบอร์เสื้อที่บอกตำแหน่งนักเตะ

แชร์บทความนี้FacebookXLINE

ตัวเลขเสื้อ คือ หมายเลขที่ติดอยู่บนเสื้อแข่งของนักเตะ ซึ่งในยุคดั้งเดิมของฟุตบอลอังกฤษเคยใช้บ่งบอกตำแหน่งการเล่นของผู้เล่นแต่ละคนอย่างชัดเจน โดยเบอร์ 1 ถึง 11 ถูกกำหนดตามตำแหน่งมาตรฐานของแผนการเล่น 2-3-5 ที่นิยมในยุคต้นศตวรรษที่ 20 แม้ปัจจุบันนักเตะจะเลือกเบอร์เสื้อได้อย่างอิสระมากขึ้นตามกฎของแต่ละลีก แต่ความหมายดั้งเดิมของตัวเลขบางเบอร์ก็ยังคงส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมฟุตบอลจนถึงทุกวันนี้

  • ระบบเบอร์เสื้อ 1 ถึง 11 ตามตำแหน่งเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1930
  • เบอร์ 1 มักสงวนไว้สำหรับผู้รักษาประตูมาตั้งแต่ยุคดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน
  • เบอร์ 9 เป็นสัญลักษณ์ของกองหน้าตัวเป้าหลักที่รับผิดชอบการทำประตู
  • เบอร์ 10 ผูกพันกับตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์หรือตัวรุกที่สร้างสรรค์เกม เป็นเบอร์ที่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มักเลือกใช้
  • พรีเมียร์ลีกอนุญาตให้นักเตะเลือกเบอร์เสื้อได้ตั้งแต่ 1 ถึง 99 ตามกฎการลงทะเบียนของลีก

ที่มาของระบบเบอร์เสื้อตามตำแหน่งดั้งเดิม

ตัวเลขเสื้อ คือ ระบบที่เริ่มต้นในวงการฟุตบอลอังกฤษช่วงทศวรรษ 1930 โดยอิงตามแผนการเล่น 2-3-5 ที่นิยมในยุคนั้น ผู้รักษาประตูได้เบอร์ 1 กองหลังได้เบอร์ 2 และ 3 กองกลางได้เบอร์ 4 5 และ 6 ส่วนกองหน้าห้าคนได้เบอร์ 7 ถึง 11 โดยเบอร์ 9 อยู่ตรงกลางสุดของแนวรุกซึ่งเป็นตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าหลัก ระบบนี้ทำให้แฟนบอลในยุคนั้นสามารถระบุตำแหน่งของนักเตะได้ทันทีเพียงมองที่หมายเลขบนเสื้อ

ทำไมเบอร์ 9 และ 10 ถึงมีความหมายพิเศษ

เบอร์ 9 กลายเป็นสัญลักษณ์ของกองหน้าตัวเป้าที่รับผิดชอบการจบสกอร์หลักของทีมมาตั้งแต่ยุคที่ระบบตำแหน่งยังใช้กันอย่างเคร่งครัด ส่วนเบอร์ 10 ผูกพันกับตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์หรือกองกลางตัวรุกที่สร้างสรรค์เกม เพราะในแผนการเล่นดั้งเดิมตำแหน่งนี้อยู่ใกล้กองหน้าตัวเป้าและมีหน้าที่ป้อนบอลให้ทำประตู ด้วยเหตุนี้เบอร์ 10 จึงมักถูกมอบให้นักเตะที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเกมรุกของทีมมาโดยตลอด

กฎเบอร์เสื้อของพรีเมียร์ลีกในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกอนุญาตให้นักเตะเลือกเบอร์เสื้อได้อย่างอิสระตั้งแต่ 1 ถึง 99 ไม่จำเป็นต้องผูกกับตำแหน่งการเล่นแบบดั้งเดิมอีกต่อไป นักเตะบางคนเลือกเบอร์ตามความเชื่อส่วนตัว วันเกิด หรือแม้แต่เบอร์ที่เคยใส่ตอนเด็ก อย่างไรก็ตาม เบอร์ 1 ยังคงถูกสงวนไว้สำหรับผู้รักษาประตูเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แม้กฎจะไม่ได้บังคับไว้อย่างเข้มงวดเหมือนในอดีต

เบอร์เสื้อกับความหมายเชิงเกียรติยศในทีม

นอกจากความหมายตามตำแหน่ง เบอร์เสื้อในพรีเมียร์ลีกยังมีนัยเชิงเกียรติยศ สโมสรบางแห่งมักเก็บเบอร์เสื้อที่นักเตะตำนานเคยใส่ไว้ไม่ให้ใครสวมใส่อีกเป็นเวลานาน หรือมอบเบอร์เสื้อสำคัญให้เฉพาะนักเตะที่ทีมเชื่อมั่นว่าจะเป็นตัวหลักในเกมรุก การได้สวมเบอร์ที่เคยเป็นของนักเตะระดับตำนานจึงถือเป็นทั้งเกียรติและแรงกดดันไปพร้อมกัน

เปรียบเทียบความหมายเบอร์เสื้อดั้งเดิม 1 ถึง 11

เบอร์เสื้อตำแหน่งดั้งเดิมความหมายในปัจจุบัน
1ผู้รักษาประตูยังคงสงวนไว้สำหรับผู้รักษาประตูเกือบทุกทีม
4, 5, 6กองหลัง/กองกลางมักใช้กับเซนเตอร์แบ็กหรือกองกลางตัวรับ
9กองหน้าตัวกลางสัญลักษณ์ของกองหน้าตัวเป้าหลักของทีม
10กองหน้าตัวรุกสนับสนุนผูกพันกับเพลย์เมคเกอร์และตัวรุกคนสำคัญ

อ่านความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งและวัฒนธรรมฟุตบอลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ หมวดรอบรู้ฟุตบอล หรือติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของนักเตะพรีเมียร์ลีกได้ที่ หมวดข่าวฟุตบอล ของเรา ข้อมูลประวัติศาสตร์เพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก เว็บไซต์ทางการของพรีเมียร์ลีก และ กติกาฟุตบอลของ IFAB

ระบบเบอร์เสื้อตามตำแหน่ง 1 ถึง 11 เริ่มใช้อย่างแพร่หลายในฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1930 และแม้พรีเมียร์ลีกจะเปิดให้เลือกเบอร์ได้อิสระถึง 99 ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ความหมายดั้งเดิมของเบอร์ 9 และ 10 ก็ยังคงส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมฟุตบอลจนถึงปัจจุบัน

ที่มา/อ้างอิง: ข้อมูลประวัติศาสตร์อ้างอิงจากเว็บไซต์ทางการของพรีเมียร์ลีกและรายงานประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลขเสื้อแบบสรุปสั้นที่สุดคืออะไร

คือหมายเลขบนเสื้อแข่งที่ในอดีตใช้บ่งบอกตำแหน่งการเล่นของนักเตะ แม้ปัจจุบันจะเลือกได้อิสระมากขึ้น แต่ความหมายดั้งเดิมของบางเบอร์ยังคงส่งอิทธิพลอยู่

ทำไมเบอร์ 1 ยังคงเป็นของผู้รักษาประตูเสมอ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคที่ระบบเบอร์เสื้อตามตำแหน่งเริ่มใช้ แม้กฎปัจจุบันจะไม่ได้บังคับอย่างเข้มงวด แต่สโมสรส่วนใหญ่ยังคงสงวนเบอร์นี้ไว้ให้ผู้รักษาประตูตามธรรมเนียมเดิม

นักเตะเลือกเบอร์เสื้อได้สูงสุดถึงเท่าไหร่ในพรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีกอนุญาตให้นักเตะเลือกเบอร์เสื้อได้ตั้งแต่ 1 ถึง 99 ตามกฎการลงทะเบียนผู้เล่นของลีกในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องผูกกับตำแหน่งการเล่นแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

แชร์บทความนี้FacebookXLINE
คลิปที่เกี่ยวข้อง