clubheng

กฎโบสมัน คือ อะไร รู้จักคำตัดสินปี 1995 ที่พลิกโฉมตลาดซื้อขายนักเตะ

แชร์บทความนี้FacebookXLINE

กฎโบสมัน คือ คำตัดสินของศาลยุติธรรมยุโรปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1995 ที่ระบุว่าสโมสรไม่มีสิทธิ์เรียกค่าตัวนักเตะที่หมดสัญญาแล้ว ทำให้ผู้เล่นในสหภาพยุโรปย้ายทีมได้อย่างอิสระเมื่อสัญญาสิ้นสุด และยกเลิกโควตาจำกัดจำนวนนักเตะจากชาติสมาชิกอียู ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ฟรีเอเยนต์ ที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้

ทุกครั้งที่มีข่าวนักเตะย้ายทีมแบบไม่มีค่าตัว แฟนบอลมักได้ยินคำว่า ย้ายแบบโบสมัน คำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มาจากคดีความของนักเตะคนหนึ่งที่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจระหว่างสโมสรกับผู้เล่นไปตลอดกาล

ต้นเรื่องจากนักเตะที่ไม่มีทีมให้เล่น

ฌอง-มาร์ค โบสมัน เป็นมิดฟิลด์ชาวเบลเยียมที่เล่นให้ อาร์เอฟซี ลีแอช เมื่อสัญญาของเขาหมดลงในปี 1990 เจ้าตัวต้องการย้ายไปเล่นให้ ดันเคิร์ก สโมสรในฝรั่งเศส แต่ต้นสังกัดเดิมเรียกค่าตัวสูงเกินกว่าที่ทีมใหม่จะยอมจ่าย ผลคือดีลล่ม และ โบสมัน กลายเป็นนักเตะที่ไม่มีสัญญาแต่ก็ย้ายทีมไม่ได้

ภายใต้ระบบเดิม สโมสรยังคงถือสิทธิ์ในการขึ้นทะเบียนนักเตะไว้แม้สัญญาจะสิ้นสุดไปแล้ว เท่ากับว่าอาชีพของผู้เล่นถูกแขวนไว้กับความพอใจของสโมสร โบสมัน จึงตัดสินใจฟ้องร้อง คดีถูกส่งขึ้นสู่ศาลยุติธรรมยุโรปในเดือนตุลาคม 1993 ในชื่อคดีหมายเลข C-415/93

คำตัดสินที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1995 โดยชี้ว่าระบบการโอนย้ายที่ยังเรียกค่าตัวแม้สัญญาหมดอายุแล้ว เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งขัดกับมาตรา 48 ของสนธิสัญญาประชาคมยุโรปในเวลานั้น หรือมาตรา 45 ของสนธิสัญญาว่าด้วยการทำงานของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

ผลของคำตัดสินมีสองด้านหลัก ด้านแรกคือนักเตะในสหภาพยุโรปย้ายไปสโมสรใหม่ได้อย่างอิสระเมื่อสัญญาสิ้นสุด โดยทีมเดิมไม่มีสิทธิ์เรียกค่าตัว ด้านที่สองคือการยกเลิกโควตาจำกัดจำนวนนักเตะจากชาติสมาชิกสหภาพยุโรปในทีมสโมสร ซึ่งเดิมทีสโมสรในรายการระดับยุโรปส่งผู้เล่นต่างชาติลงสนามได้เพียงจำนวนจำกัด

สองผลลัพธ์นี้เปลี่ยนเกมทั้งระบบ นักเตะและตัวแทนมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นมาก สโมสรใหญ่รวบรวมผู้เล่นชั้นนำจากทั่วยุโรปได้โดยไม่ติดโควตา ค่าเหนื่อยและโบนัสเซ็นสัญญาพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันการบริหารสัญญาก็กลายเป็นทักษะสำคัญของสโมสร เพราะการปล่อยให้นักเตะคนสำคัญเหลือสัญญาปีสุดท้ายหมายถึงความเสี่ยงที่จะเสียเขาไปฟรี นี่คือเหตุผลที่ทุกวันนี้เราเห็นข่าวการต่อสัญญาล่วงหน้าหลายปี หรือการรีบขายนักเตะที่ไม่ยอมต่อสัญญาในช่วงตลาดซัมเมอร์

  • กฎโบสมันมาจากคดี C-415/93 ตัดสินวันที่ 15 ธันวาคม 1995
  • นักเตะในอียูย้ายทีมได้ฟรีเมื่อหมดสัญญา ทีมเดิมเรียกค่าตัวไม่ได้
  • โควตาจำกัดนักเตะจากชาติสมาชิกอียูถูกยกเลิก
  • ฟีฟ่าออกกลไกชดเชยสองรูปแบบเพื่อช่วยสโมสรที่ปั้นเยาวชน
  • กลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันคิดไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของค่าตัว

กลไกชดเชยที่ตามมาทีหลัง

คำตัดสินนี้สร้างปัญหาใหม่ตามมา นั่นคือสโมสรเล็กและอะคาเดมีที่ลงทุนปั้นนักเตะมาตั้งแต่เด็กแทบไม่ได้อะไรกลับคืน เมื่อผู้เล่นเติบโตแล้วย้ายออกไปแบบไม่มีค่าตัว ฟีฟ่าจึงออกแบบกลไกชดเชยขึ้นมาสองรูปแบบ ซึ่งบรรจุอยู่ในระเบียบว่าด้วยสถานภาพและการโอนย้ายผู้เล่น หรือ RSTP

หัวข้อค่าชดเชยการฝึกซ้อมกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ข้อกำหนดข้อ 20 ของ RSTPข้อ 21 ของ RSTP
เกิดขึ้นเมื่อเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก หรือย้ายข้ามสมาคมก่อนจบฤดูกาลที่อายุครบ 23 ปีทุกการย้ายทีมข้ามสมาคมที่มีค่าตัว
ช่วงอายุที่นับ12 ถึง 21 ปี12 ถึง 23 ปี
จำนวนเงินคิดตามตารางต้นทุนฝึกซ้อมของฟีฟ่าไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของค่าตัว

จุดต่างสำคัญคือกลไกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไม่มีเพดานอายุ นักเตะวัยเกิน 30 ปีที่ถูกซื้อขายก็ยังทำให้เกิดเงินส่วนแบ่งย้อนกลับไปถึงสโมสรที่ปั้นเขามาได้ ปัจจุบันการจ่ายเงินส่วนนี้ดำเนินการผ่านหน่วยงานกลางของฟีฟ่าที่เรียกว่า Clearing House

ระบบชดเชยนี้ยังผ่านการรับรองจากศาลยุติธรรมยุโรปอีกครั้งในคดี Bernard เมื่อปี 2010 ซึ่งศาลยอมรับว่าการสร้างแรงจูงใจให้สโมสรลงทุนกับเยาวชนเป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม แต่ต้องได้สัดส่วนกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งยังเป็นประเด็นถกเถียงมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะตารางค่าใช้จ่ายมาตรฐานของฟีฟ่าอิงกับลีกใหญ่ในยุโรป และอาจสร้างภาระเกินตัวให้สโมสรในลีกเล็กหรือนอกทวีปยุโรป

สรุปแล้ว กฎโบสมันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักเตะคนเดียว แต่คือจุดเริ่มต้นของตลาดซื้อขายนักเตะยุคใหม่ที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ ทั้งเสรีภาพในการย้ายทีม อำนาจต่อรองของผู้เล่น การวางแผนสัญญาของสโมสร ไปจนถึงกลไกคืนกำไรให้ระบบเยาวชน ล้วนเป็นผลพวงจากคำตัดสินฉบับเดียวเมื่อปี 1995

อ้างอิง: Bosman ruling และ FIFA TMS

แชร์บทความนี้FacebookXLINE
คลิปที่เกี่ยวข้อง