สนามกลาง คือ สนามแข่งขันที่ไม่ใช่บ้านของทั้งสองทีมที่ลงเล่น ถูกเลือกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นธรรมสูงสุด โดยไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบจากแรงหนุนของแฟนบอลเจ้าถิ่นหรือความคุ้นเคยกับสภาพสนาม มักใช้ในนัดชิงชนะเลิศ รอบรองชนะเลิศของบอลถ้วย หรือบางครั้งใช้แก้ปัญหาด้านความปลอดภัยเมื่อสนามเดิมของทีมใดทีมหนึ่งไม่พร้อมใช้งาน ตัวอย่างที่คุ้นตาที่สุดสำหรับแฟนบอลอังกฤษคือสนามเวมบลีย์ ซึ่งใช้จัดทั้งนัดชิงและรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพมาอย่างยาวนาน
- ไม่ใช่บ้านของทั้งสองทีมที่ลงเล่น เพื่อความเป็นธรรมและไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบด้านแรงหนุนแฟนบอล
- เวมบลีย์เป็นสนามหลักที่ใช้จัดนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพมาตั้งแต่ปี 1923
- รอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพก็ย้ายมาจัดที่เวมบลีย์เป็นประจำตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000
- นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกก็จัดที่สนามกลางแบบนี้เสมอ โดยเลือกเมืองเจ้าภาพล่วงหน้าหลายปี
- บางครั้งใช้แก้ปัญหาเมื่อสนามของทีมเจ้าบ้านไม่พร้อมด้านความปลอดภัยหรือมาตรฐานที่กำหนด
เหตุผลที่ต้องใช้สนามที่ไม่ใช่บ้านของทั้งสองทีม
สนามกลาง คือ แนวคิดที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความเป็นธรรมในสถานการณ์ที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์ เพราะการเล่นในบ้านของทีมใดทีมหนึ่งมักให้ความได้เปรียบทางจิตวิทยาและกายภาพหลายด้าน ทั้งแรงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าถิ่น ความคุ้นเคยกับสภาพสนามและระยะทางเดินทาง ในนัดชิงชนะเลิศหรือรอบสำคัญที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุด การเลือกสถานที่ที่ทั้งสองทีมต้องเดินทางมาในระยะทางใกล้เคียงกันจึงกลายเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไป
เวมบลีย์กับบทบาทตลอดประวัติศาสตร์เอฟเอคัพ
สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนคือสถานที่จัดนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพมาตั้งแต่ปี 1923 ยกเว้นช่วงที่สนามถูกสร้างใหม่ระหว่างปี 2001 ถึง 2006 ที่ต้องย้ายไปจัดที่สนามมิลเลนเนียม สเตเดียมในเวลส์ชั่วคราว หลังสนามใหม่สร้างเสร็จ เวมบลีย์ก็กลับมาเป็นเจ้าภาพนัดชิงและรอบรองชนะเลิศของเอฟเอคัพอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุดในบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
สนามกลางในบอลถ้วยยุโรปและทัวร์นาเมนต์อื่น
แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในอังกฤษ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกก็เลือกเมืองเจ้าภาพสำหรับนัดชิงชนะเลิศล่วงหน้าหลายปีเสมอ โดยพิจารณาจากความพร้อมของสนามและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองนั้น ทัวร์นาเมนต์ระดับทีมชาติอย่างฟุตบอลโลกและยูโรก็ใช้หลักการเดียวกันในทุกนัดของการแข่งขัน เพราะทุกทีมที่เข้าร่วมล้วนเล่นในประเทศที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองอยู่แล้วตามธรรมชาติของทัวร์นาเมนต์นานาชาติ
กรณีพิเศษเมื่อสนามเจ้าบ้านไม่พร้อมใช้งาน
นอกจากใช้ในรอบชิงชนะเลิศ บางครั้งก็ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เมื่อสนามของทีมเจ้าบ้านไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถจัดการแข่งขันในสนามปกติได้ทัน ในกรณีเช่นนี้ สมาคมฟุตบอลหรือองค์กรจัดการแข่งขันจะกำหนดสถานที่ทดแทนที่เป็นกลางเพื่อให้เกมดำเนินต่อไปได้ตามกำหนดการ
เปรียบเทียบสนามกลางกับการเล่นเหย้า-เยือนปกติ
| รูปแบบ | ความได้เปรียบของทีมใดทีมหนึ่ง | ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|---|
| สนามกลาง | ไม่มี ทั้งสองทีมเริ่มต้นเท่าเทียมกัน | นัดชิงเอฟเอคัพ นัดชิงแชมเปียนส์ลีก |
| เล่นเหย้า-เยือนปกติ | ทีมเจ้าบ้านได้เปรียบจากแรงเชียร์และความคุ้นเคย | เกมลีกและรอบแบ่งกลุ่มทั่วไป |
อ่านความรู้เกี่ยวกับบอลถ้วยอังกฤษและบอลถ้วยยุโรปอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ หมวดรอบรู้ฟุตบอล หรือติดตามข่าวผลการแข่งขันเอฟเอคัพได้ที่ หมวดข่าวฟุตบอล ของเรา ข้อมูลประวัติศาสตร์สนามเวมบลีย์เพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก เว็บไซต์ทางการของเอฟเอ และ เว็บไซต์ทางการของสนามเวมบลีย์
สนามเวมบลีย์เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1923 และเป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพมาอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นช่วงปี 2001 ถึง 2006 ที่ต้องย้ายไปจัดที่สนามมิลเลนเนียม สเตเดียมในเวลส์ระหว่างการก่อสร้างสนามใหม่
ที่มา/อ้างอิง: ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ทางการของสมาคมฟุตบอลอังกฤษและสนามเวมบลีย์
คำถามที่พบบ่อย
สรุปสั้นที่สุดคือสนามแบบไหน
คือสนามที่ไม่ใช่บ้านของทั้งสองทีมที่ลงเล่น ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นธรรมสูงสุด เช่น นัดชิงชนะเลิศหรือรอบรองชนะเลิศของบอลถ้วย
ทำไมเอฟเอคัพถึงเลือกเวมบลีย์เป็นสถานที่หลัก
เพราะเวมบลีย์เป็นสนามฟุตบอลแห่งชาติของอังกฤษที่มีความจุสูงและโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เอฟเอจึงเลือกใช้จัดนัดชิงชนะเลิศมาตั้งแต่ปี 1923 และกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทัวร์นาเมนต์ระดับทีมชาติใช้แนวคิดนี้ด้วยหรือไม่
ใช้ในทางอ้อม เพราะทุกทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกหรือยูโรล้วนเล่นในประเทศเจ้าภาพที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองอยู่แล้ว ทำให้ทุกนัดของทัวร์นาเมนต์มีลักษณะเป็นกลางโดยธรรมชาติ









