เพรสซิ่ง คือ แทคติกฟุตบอลที่ผู้เล่นฝ่ายไม่มีบอลรุมกดดันคู่แข่งที่ครองบอลอย่างเป็นระบบ เพื่อบีบพื้นที่ ตัดตัวเลือกการจ่ายบอล และแย่งบอลคืนให้เร็วที่สุด แทนที่จะรอตั้งรับอยู่กับที่ แนวคิดนี้กลายเป็นหัวใจของฟุตบอลยุคใหม่ เพราะทีมที่เพรสได้ดีมักได้บอลคืนในพื้นที่อันตรายใกล้ประตูคู่แข่ง และเปลี่ยนเป็นโอกาสทำประตูได้เร็วกว่าการค่อย ๆ สร้างเกมจากแดนหลัง
- เพรสซิ่งแบ่งหลักได้เป็นไฮเพรส (High Press) กลางสนาม และโลว์บล็อก ตามพื้นที่ที่เริ่มกดดัน
- เกกเกนเพรสซิ่ง (Gegenpressing) คือรูปแบบเพรสทันทีหลังเสียบอล ที่เยอร์เกน คล็อปป์ทำให้โด่งดังในยุคลิเวอร์พูล
- ทีมที่เพรสหนักต้องมีนักเตะฟิตเนสสูงมาก เพราะวิ่งระยะทางต่อเกมเยอะกว่าทีมตั้งรับปกติ
- เพรสที่ไม่เป็นระบบเสี่ยงเปิดพื้นที่ว่างด้านหลังให้คู่แข่งสวนกลับได้ง่าย
- สถิติที่ใช้วัดคุณภาพการเพรสคือ PPDA (Passes Per Defensive Action) ยิ่งค่าต่ำยิ่งเพรสหนัก
หลักการทำงานของเพรสซิ่งในเกมฟุตบอล
เพรสซิ่ง คือ ระบบที่ต้องอาศัยความสอดประสานของผู้เล่นทั้งทีม ไม่ใช่แค่คนเดียววิ่งเข้าไปแย่งบอล เมื่อคู่แข่งครองบอล ผู้เล่นแนวหน้าจะบีบพื้นที่และตัดเส้นทางจ่ายบอลตรงกลาง บังคับให้คู่แข่งต้องเล่นบอลออกด้านข้างสนามซึ่งเป็นพื้นที่แคบกว่า จากนั้นผู้เล่นแถวถัดไปจะขยับตามเป็นบล็อกเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างแนวรุก แนวกลาง และแนวรับ
ไฮเพรส กับ โลว์บล็อก ต่างกันอย่างไร
ไฮเพรสคือการเริ่มกดดันตั้งแต่แดนคู่แข่งใกล้เส้นประตู เหมาะกับทีมที่มั่นใจในความฟิตและต้องการควบคุมเกม ส่วนโลว์บล็อกคือการถอยตั้งรับเป็นแนวลึกในแดนตัวเอง แล้วรอจังหวะสวนกลับ ซึ่งเหมาะกับทีมที่เป็นรองด้านคุณภาพตัวผู้เล่นแต่ต้องการรักษาความเป็นระเบียบในเกมรับ
ทำไมเพรสซิ่งถึงเป็นกระแสหลักในพรีเมียร์ลีกยุคนี้
นับตั้งแต่แนวคิดเกกเกนเพรสซิ่งของเยอร์เกน คล็อปป์ (Jürgen Klopp) พาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในช่วงปลายทศวรรษ 2010 จนถึงต้นทศวรรษ 2020 ทีมพรีเมียร์ลีกจำนวนมากก็นำแนวทางนี้ไปปรับใช้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าการแย่งบอลคืนในพื้นที่สูงใกล้ประตูคู่แข่งช่วยลดระยะเวลาการสร้างสรรค์เกมรุกได้มาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ก็ใช้หลักการเพรสควบคู่กับการครองบอลสูงเพื่อบีบพื้นที่คู่แข่งเช่นกัน แม้จะเป็นแนวทางที่ต่างจากเกกเกนเพรสของคล็อปป์
ข้อดีและความเสี่ยงของแทคติกเพรสซิ่ง
ข้อดีคือช่วยให้ทีมได้บอลคืนเร็วในพื้นที่อันตราย เปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้ทันที และสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาให้คู่แข่งเล่นผิดพลาดง่ายขึ้น แต่ความเสี่ยงคือถ้าคู่แข่งเจาะเพรสผ่านไปได้ ก็มักเปิดพื้นที่โล่งด้านหลังแนวรับให้สวนกลับอย่างอันตราย ทีมที่เพรสจึงต้องซ้อมความสัมพันธ์ของแนวรับสูง (High Defensive Line) ควบคู่กันไปด้วยเสมอ
เปรียบเทียบรูปแบบเพรสซิ่งที่พบในฟุตบอลยุคใหม่
| รูปแบบ | จุดเริ่มกดดัน | ทีมตัวอย่างที่ใช้แนวทางนี้ |
|---|---|---|
| ไฮเพรส (High Press) | แดนคู่แข่งใกล้เส้นประตู | ลิเวอร์พูลยุคคล็อปป์ |
| เกกเกนเพรสซิ่ง (Gegenpressing) | ทันทีหลังเสียบอลไม่ว่าจุดใดในสนาม | ลิเวอร์พูล, RB ไลป์ซิก |
| มิดบล็อก (Mid Block) | กลางสนาม | ทีมทั่วไปที่เน้นความสมดุล |
| โลว์บล็อก (Low Block) | แดนตัวเองใกล้ประตู | ทีมที่ตั้งรับเน้นสวนกลับ |
แฟนบอลที่สนใจแทคติกเชิงลึกเพิ่มเติมสามารถอ่านต่อได้ที่ หน้าวิเคราะห์เกมพรีเมียร์ลีก หรือศึกษาความรู้พื้นฐานอื่น ๆ ได้ที่ หมวดรอบรู้ฟุตบอล ของเรา
สถิติ PPDA ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยนักวิเคราะห์ข้อมูลฟุตบอลตั้งแต่กลางทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา และลิเวอร์พูลภายใต้เยอร์เกน คล็อปป์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 2019 ด้วยแทคติกเกกเกนเพรสซิ่งเป็นแกนหลักของทีม ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของเป๊ป กวาร์ดิโอลาก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหลายสมัยด้วยแนวทางเพรสสูงผสมครองบอล
ที่มา/อ้างอิง: แนวคิดแทคติกอ้างอิงจากรายงานวิเคราะห์เกมของ UEFA และสถิติ PPDA จากฐานข้อมูลวิเคราะห์ฟุตบอลสากล เช่น Opta และ StatsBomb
คำถามที่พบบ่อย
เพรสซิ่ง คือ อะไรแบบสรุปสั้น ๆ
คือแทคติกที่ผู้เล่นฝ่ายไม่มีบอลรุมกดดันคู่แข่งอย่างเป็นระบบเพื่อแย่งบอลคืนให้เร็วที่สุด แทนที่จะรอตั้งรับเฉย ๆ
เกกเกนเพรสซิ่งต่างจากเพรสซิ่งทั่วไปอย่างไร
เกกเกนเพรสซิ่งเน้นการกดดันทันทีในวินาทีที่เสียบอล ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของสนาม ต่างจากเพรสทั่วไปที่อาจรอจังหวะหรือรูปแบบการเล่นเฉพาะก่อนเริ่มกดดัน
ทำไมทีมที่เพรสหนักต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นเยอะ
เพราะการเพรสซิ่งใช้พลังงานและระยะการวิ่งสูงกว่าการเล่นเกมรับปกติมาก นักเตะจึงเหนื่อยล้าเร็วกว่า โค้ชจึงมักเปลี่ยนตัวผู้เล่นบ่อยเพื่อรักษาความเข้มข้นของการกดดันตลอด 90 นาที









