clubheng

เพรสซิ่ง คือ อะไร รู้จักแทคติกกดดันที่เปลี่ยนเกมรับให้เป็นอาวุธ

แชร์บทความนี้FacebookXLINE

เพรสซิ่ง คือ แทคติกฟุตบอลที่ผู้เล่นฝ่ายไม่มีบอลรุมกดดันคู่แข่งที่ครองบอลอย่างเป็นระบบ เพื่อบีบพื้นที่ ตัดตัวเลือกการจ่ายบอล และแย่งบอลคืนให้เร็วที่สุด แทนที่จะรอตั้งรับอยู่กับที่ แนวคิดนี้กลายเป็นหัวใจของฟุตบอลยุคใหม่ เพราะทีมที่เพรสได้ดีมักได้บอลคืนในพื้นที่อันตรายใกล้ประตูคู่แข่ง และเปลี่ยนเป็นโอกาสทำประตูได้เร็วกว่าการค่อย ๆ สร้างเกมจากแดนหลัง

  • เพรสซิ่งแบ่งหลักได้เป็นไฮเพรส (High Press) กลางสนาม และโลว์บล็อก ตามพื้นที่ที่เริ่มกดดัน
  • เกกเกนเพรสซิ่ง (Gegenpressing) คือรูปแบบเพรสทันทีหลังเสียบอล ที่เยอร์เกน คล็อปป์ทำให้โด่งดังในยุคลิเวอร์พูล
  • ทีมที่เพรสหนักต้องมีนักเตะฟิตเนสสูงมาก เพราะวิ่งระยะทางต่อเกมเยอะกว่าทีมตั้งรับปกติ
  • เพรสที่ไม่เป็นระบบเสี่ยงเปิดพื้นที่ว่างด้านหลังให้คู่แข่งสวนกลับได้ง่าย
  • สถิติที่ใช้วัดคุณภาพการเพรสคือ PPDA (Passes Per Defensive Action) ยิ่งค่าต่ำยิ่งเพรสหนัก

หลักการทำงานของเพรสซิ่งในเกมฟุตบอล

เพรสซิ่ง คือ ระบบที่ต้องอาศัยความสอดประสานของผู้เล่นทั้งทีม ไม่ใช่แค่คนเดียววิ่งเข้าไปแย่งบอล เมื่อคู่แข่งครองบอล ผู้เล่นแนวหน้าจะบีบพื้นที่และตัดเส้นทางจ่ายบอลตรงกลาง บังคับให้คู่แข่งต้องเล่นบอลออกด้านข้างสนามซึ่งเป็นพื้นที่แคบกว่า จากนั้นผู้เล่นแถวถัดไปจะขยับตามเป็นบล็อกเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างแนวรุก แนวกลาง และแนวรับ

ไฮเพรส กับ โลว์บล็อก ต่างกันอย่างไร

ไฮเพรสคือการเริ่มกดดันตั้งแต่แดนคู่แข่งใกล้เส้นประตู เหมาะกับทีมที่มั่นใจในความฟิตและต้องการควบคุมเกม ส่วนโลว์บล็อกคือการถอยตั้งรับเป็นแนวลึกในแดนตัวเอง แล้วรอจังหวะสวนกลับ ซึ่งเหมาะกับทีมที่เป็นรองด้านคุณภาพตัวผู้เล่นแต่ต้องการรักษาความเป็นระเบียบในเกมรับ

ทำไมเพรสซิ่งถึงเป็นกระแสหลักในพรีเมียร์ลีกยุคนี้

นับตั้งแต่แนวคิดเกกเกนเพรสซิ่งของเยอร์เกน คล็อปป์ (Jürgen Klopp) พาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในช่วงปลายทศวรรษ 2010 จนถึงต้นทศวรรษ 2020 ทีมพรีเมียร์ลีกจำนวนมากก็นำแนวทางนี้ไปปรับใช้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าการแย่งบอลคืนในพื้นที่สูงใกล้ประตูคู่แข่งช่วยลดระยะเวลาการสร้างสรรค์เกมรุกได้มาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ก็ใช้หลักการเพรสควบคู่กับการครองบอลสูงเพื่อบีบพื้นที่คู่แข่งเช่นกัน แม้จะเป็นแนวทางที่ต่างจากเกกเกนเพรสของคล็อปป์

ข้อดีและความเสี่ยงของแทคติกเพรสซิ่ง

ข้อดีคือช่วยให้ทีมได้บอลคืนเร็วในพื้นที่อันตราย เปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้ทันที และสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาให้คู่แข่งเล่นผิดพลาดง่ายขึ้น แต่ความเสี่ยงคือถ้าคู่แข่งเจาะเพรสผ่านไปได้ ก็มักเปิดพื้นที่โล่งด้านหลังแนวรับให้สวนกลับอย่างอันตราย ทีมที่เพรสจึงต้องซ้อมความสัมพันธ์ของแนวรับสูง (High Defensive Line) ควบคู่กันไปด้วยเสมอ

เปรียบเทียบรูปแบบเพรสซิ่งที่พบในฟุตบอลยุคใหม่

รูปแบบจุดเริ่มกดดันทีมตัวอย่างที่ใช้แนวทางนี้
ไฮเพรส (High Press)แดนคู่แข่งใกล้เส้นประตูลิเวอร์พูลยุคคล็อปป์
เกกเกนเพรสซิ่ง (Gegenpressing)ทันทีหลังเสียบอลไม่ว่าจุดใดในสนามลิเวอร์พูล, RB ไลป์ซิก
มิดบล็อก (Mid Block)กลางสนามทีมทั่วไปที่เน้นความสมดุล
โลว์บล็อก (Low Block)แดนตัวเองใกล้ประตูทีมที่ตั้งรับเน้นสวนกลับ

แฟนบอลที่สนใจแทคติกเชิงลึกเพิ่มเติมสามารถอ่านต่อได้ที่ หน้าวิเคราะห์เกมพรีเมียร์ลีก หรือศึกษาความรู้พื้นฐานอื่น ๆ ได้ที่ หมวดรอบรู้ฟุตบอล ของเรา

สถิติ PPDA ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยนักวิเคราะห์ข้อมูลฟุตบอลตั้งแต่กลางทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา และลิเวอร์พูลภายใต้เยอร์เกน คล็อปป์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 2019 ด้วยแทคติกเกกเกนเพรสซิ่งเป็นแกนหลักของทีม ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของเป๊ป กวาร์ดิโอลาก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหลายสมัยด้วยแนวทางเพรสสูงผสมครองบอล

ที่มา/อ้างอิง: แนวคิดแทคติกอ้างอิงจากรายงานวิเคราะห์เกมของ UEFA และสถิติ PPDA จากฐานข้อมูลวิเคราะห์ฟุตบอลสากล เช่น Opta และ StatsBomb

คำถามที่พบบ่อย

เพรสซิ่ง คือ อะไรแบบสรุปสั้น ๆ

คือแทคติกที่ผู้เล่นฝ่ายไม่มีบอลรุมกดดันคู่แข่งอย่างเป็นระบบเพื่อแย่งบอลคืนให้เร็วที่สุด แทนที่จะรอตั้งรับเฉย ๆ

เกกเกนเพรสซิ่งต่างจากเพรสซิ่งทั่วไปอย่างไร

เกกเกนเพรสซิ่งเน้นการกดดันทันทีในวินาทีที่เสียบอล ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของสนาม ต่างจากเพรสทั่วไปที่อาจรอจังหวะหรือรูปแบบการเล่นเฉพาะก่อนเริ่มกดดัน

ทำไมทีมที่เพรสหนักต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นเยอะ

เพราะการเพรสซิ่งใช้พลังงานและระยะการวิ่งสูงกว่าการเล่นเกมรับปกติมาก นักเตะจึงเหนื่อยล้าเร็วกว่า โค้ชจึงมักเปลี่ยนตัวผู้เล่นบ่อยเพื่อรักษาความเข้มข้นของการกดดันตลอด 90 นาที

แชร์บทความนี้FacebookXLINE
คลิปที่เกี่ยวข้อง