VAR คือ ระบบผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ (Video Assistant Referee) ที่ใช้กล้องหลายมุมและการรีเพลย์ช่วยตรวจสอบการตัดสินใจสำคัญของผู้ตัดสินในสนาม เพื่อลดความผิดพลาดที่ส่งผลต่อผลการแข่งขัน ระบบนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในระดับนานาชาติที่ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2019-20
- VAR ตรวจสอบได้เฉพาะ 4 สถานการณ์หลัก คือ ประตู จุดโทษ ใบแดงตรง และการฟาวล์ตัวผิดคน
- ทีมงาน VAR อยู่นอกสนามในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้นั่งข้างสนามเหมือนผู้ช่วยผู้ตัดสินทั่วไป
- ผู้ตัดสินในสนามยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายเสมอ แม้จะมีการแนะนำจาก VAR
- ระบบนี้ถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าและการตีความ “ความผิดพลาดชัดเจน” ที่ไม่ตรงกันในแต่ละสถานการณ์
- เทคโนโลยีเสริมอย่าง Semi-Automated Offside Technology ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากแนวคิดเดียวกับ VAR
VAR ทำงานอย่างไรในสนามจริง
VAR คือ ระบบที่ทำงานร่วมกับกล้องบันทึกภาพหลายสิบตัวรอบสนาม ทีมงานผู้ตัดสินวิดีโอจะนั่งอยู่ในห้องควบคุมกลางที่เชื่อมต่อกับทุกสนามในลีก เมื่อเกิดสถานการณ์ที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบ ทีมงาน VAR จะแจ้งผู้ตัดสินหลักผ่านหูฟัง จากนั้นผู้ตัดสินอาจเดินไปดูจอมอนิเตอร์ข้างสนาม (Referee Review Area) ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย กระบวนการนี้เรียกว่า “On-Field Review”
สถานการณ์ที่ VAR เข้ามาแทรกแซงได้
ตามกติกาของ IFAB ระบุไว้ชัดเจนว่า VAR สามารถเข้ามาช่วยตรวจสอบได้ใน 4 กรณีเท่านั้น ได้แก่ การให้หรือไม่ให้ประตู การให้หรือไม่ให้จุดโทษ การให้ใบแดงโดยตรง และกรณีฟาวล์หรือให้ใบเหลือง/แดงผิดคน นอกเหนือจาก 4 กรณีนี้ ผู้ตัดสินในสนามยังคงมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งพา VAR
ข้อดีและข้อถกเถียงเรื่อง VAR ในพรีเมียร์ลีก
ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของ VAR คือ ช่วยลดความผิดพลาดร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นบ่อยในอดีต เช่น ประตูที่มาจากลูกล้ำหน้าชัดเจนหรือแฮนด์บอลที่มองข้ามไป แต่ในทางกลับกัน หลายฝ่ายก็วิจารณ์ว่าระบบนี้ทำให้จังหวะฉลองประตูของแฟนบอลเสียอรรถรส เพราะต้องรอการตรวจสอบนานหลายนาที รวมถึงประเด็นเรื่องการตีความ “ข้อผิดพลาดที่ชัดเจนและชี้ขาด” (Clear and Obvious Error) ที่บางครั้งดูไม่สอดคล้องกันในแต่ละแมตช์
พรีเมียร์ลีกปรับปรุงระบบ VAR อย่างไรบ้าง
หลังจากใช้งานมาหลายฤดูกาล พรีเมียร์ลีกได้ปรับปรุงกระบวนการหลายครั้ง เช่น การเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ การประกาศเหตุผลของ VAR ให้แฟนบอลในสนามได้ยินผ่านระบบเสียงประกาศ และการนำเทคโนโลยีเส้นล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติเข้ามาเสริมเพื่อลดระยะเวลาการตรวจสอบให้สั้นลง
เปรียบเทียบบทบาทของ VAR กับผู้ตัดสินในสนามและผู้ช่วยผู้ตัดสิน
| บทบาท | ตำแหน่งการทำงาน | อำนาจตัดสินใจ |
|---|---|---|
| ผู้ตัดสินหลัก (Referee) | ในสนาม | ตัดสินใจสุดท้ายทุกกรณี |
| ผู้ช่วยผู้ตัดสิน (Assistant Referee) | ริมเส้นข้างสนาม | แจ้งล้ำหน้า/ลูกออกให้ผู้ตัดสินหลัก |
| VAR | ห้องปฏิบัติการนอกสนาม | แนะนำเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสินใจแทน |
| ผู้ตัดสินที่ 4 (Fourth Official) | ข้างสนามฝั่งม้านั่งสำรอง | ดูแลเรื่องเปลี่ยนตัวและวินัยข้างสนาม |
อ่านเนื้อหาเชิงลึกเกี่ยวกับกติกาอื่น ๆ ต่อได้ที่ หมวดรอบรู้ฟุตบอล หรือติดตามบทวิเคราะห์เกมประจำสัปดาห์ได้ที่ หน้าวิเคราะห์บอล ของเรา
ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียคือทัวร์นาเมนต์ระดับโลกครั้งแรกที่ใช้ระบบ VAR อย่างเป็นทางการ และพรีเมียร์ลีกเริ่มใช้ VAR ตั้งแต่ฤดูกาล 2019-20 เป็นต้นมา โดย IFAB เป็นผู้กำหนดกรอบกติกาการใช้งาน VAR ทั้ง 4 สถานการณ์หลักที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน
ที่มา/อ้างอิง: ข้อมูลกติกาและกระบวนการทำงานอ้างอิงจาก International Football Association Board (IFAB) และพรีเมียร์ลีก
คำถามที่พบบ่อย
VAR คือ อะไรแบบสรุปสั้นที่สุด
คือระบบผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอที่ใช้กล้องและการรีเพลย์ช่วยตรวจสอบการตัดสินใจสำคัญ เช่น ประตูและจุดโทษ เพื่อลดความผิดพลาดของผู้ตัดสินในสนาม
VAR ตรวจสอบได้ทุกจังหวะในเกมหรือไม่
ไม่ได้ VAR จำกัดการเข้ามาแทรกแซงเฉพาะ 4 สถานการณ์หลักคือ ประตู จุดโทษ ใบแดงตรง และการฟาวล์ผิดคนเท่านั้น
ทำไมบางครั้งการตรวจสอบ VAR ใช้เวลานานมาก
เพราะทีมงานต้องดูมุมกล้องหลายมุมเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงให้ชัดเจนที่สุดก่อนแจ้งผู้ตัดสินหลัก โดยเฉพาะกรณีที่ต้องวัดตำแหน่งล้ำหน้าอย่างละเอียด ซึ่งบางครั้งยังต้องใช้การลากเส้นด้วยมือในระบบเก่าที่ใช้เวลานานกว่าระบบกึ่งอัตโนมัติ









