ประวัติ
ช่วงต้นชีวิตและเยาวชน
กีลีย็อง เอ็มบัปเป คือกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสที่เล่นให้กับเรอัล มาดริดในลาลีกาและทำหน้าที่กัปตันทีมชาติฝรั่งเศส เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลกยุคหลัง จากความเร็วจัด การเลี้ยงบอล และการจบสกอร์ที่เฉียบคม
เอ็มบัปเปเกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1998 ที่เขตที่ 19 กรุงปารีส และเติบโตในย่านบงดี เขตชานเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของปารีส บิดา วิลฟรีด เอ็มบัปเป เคยเป็นโค้ชฟุตบอลและมีเชื้อสายจากเกาะเจบาลีในแคเมอรูน ส่วนมารดา เฟซา ลามารี เป็นอดีตนักแฮนด์บอลทีมชาติเชื้อสายคาบายล์จากแอลจีเรีย และภายหลังรับบทเป็นเอเยนต์ของเขา เขายังมีน้องชาย อีธาน เอ็มบัปเป ที่เล่นฟุตบอลอาชีพ และพี่ชายบุญธรรม ฌีเรส เคมโบ เอกโกโก เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน
วัยเด็กเอ็มบัปเปเรียนในโรงเรียนเอกชนคาทอลิกที่บงดี ถูกมองว่าเป็นเด็กฉลาดแต่ค่อนข้างซุกซน เขาเริ่มเล่นกับสโมสรเยาวชน AS Bondy ตั้งแต่อายุราว 6 ปี โดยมีบิดาเป็นหนึ่งในโค้ชคนสำคัญ ต่อมาได้รับคัดเลือกเข้าสู่ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ INF Clairefontaine ซึ่งเป็นแหล่งปลุกปั้นดาวรุ่งของฝรั่งเศส การเล่นในระดับอะคาเดมีทำให้เขาถูกแมวมองจากหลายสโมสรใหญ่ในยุโรปจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งเรอัล มาดริด เชลซี ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี และบาเยิร์น มิวนิค
เส้นทางสโมสร: โมนาโก
ปี 2013 เมื่ออายุเพียง 14 ปี เอ็มบัปเปเข้าระบบเยาวชนของอาแอส โมนาโก แม้จะมีความสนใจจากเรอัล มาดริดอย่างจริงจัง สโมสรต้องวางแผนสัญญาเยาวชนเพื่อกันทีมอื่นดึงตัว เขาไต่ระดับจากทีมเยาวชนขึ้นสู่ทีมสำรอง และในวันที่ 2 ธันวาคม 2015 เดบิวต์กับทีมชุดใหญ่เกมลีกเอิงเสมอก็อง 1–1 กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่โมนาโก ทำลายสถิติเดิมของตำนานอย่างติเยรี อองรี
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 เขายิงประตูแรกในทีมชุดใหญ่ให้โมนาโก และในฤดูกาล 2016–17 เอ็มบัปเปเริ่มระเบิดฟอร์มเต็มที่ เขายิงแฮตทริกแรกในอาชีพกับเกมฟุตบอลถ้วย เฟรนช์ ลีกคัพ ชนะแรนส์ 7–0 ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ยิงแฮตทริกแรกในลีกเอิงเกมชนะเม็ตซ์ 5–0 และทำประตูในลีกถึงหลักสองหลักด้วยวัยเพียง 18 ปี
ผลงานโดดเด่นสุดคือในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2016–17 รอบก่อนรองชนะเลิศ เขายิงสองประตูเกมเยือนชนะโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3–2 ก่อนยิงอีกลูกในเกมเหย้าชนะ 3–1 พาโมนาโกเข้ารอบรองชนะเลิศ แม้สุดท้ายทีมจะตกรอบด้วยน้ำมือยูเวนตุส แต่ฤดูกาลนั้นเอ็มบัปเปจบด้วย 26 ประตูจาก 44 นัดรวมทุกรายการ และมีส่วนสำคัญพาโมนาโกคว้าแชมป์ลีกเอิงครั้งแรกในรอบ 17 ปี
เส้นทางสโมสร: ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง
วันที่ 31 สิงหาคม 2017 ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง (เปแอสเช) ประกาศคว้าตัวเอ็มบัปเปแบบยืมตัวพร้อมเงื่อนไขซื้อขาดด้วยค่าตัวรวมราว 180 ล้านยูโร ทำให้เขากลายเป็นนักเตะวัยทีนที่แพงที่สุดในโลกและนักเตะค่าตัวแพงเป็นอันดับสองรองจากเนย์มาร์ เขาได้เสื้อหมายเลข 29 ในฤดูกาลแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้หมายเลข 7 ในปี 2018–19
เอ็มบัปเปเดบิวต์ให้เปแอสเชเกมลีกชนะเมิตซ์ 5–1 โดยยิงประตูทันที ฤดูกาล 2017–18 เขาลงเล่นลีกเอิง 27 นัด ยิง 13 ประตู ช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกเอิงและฟุตบอลถ้วยในประเทศหลายรายการ ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เขาขึ้นสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงครบ 10 ประตูในรายการ
ฤดูกาล 2018–19 เขาก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นเต็มตัว ยิงในลีกเอิงถึง 33 ประตูจาก 29 นัด คว้าตำแหน่งดาวซัลโวลีกเอิงเป็นครั้งแรกและคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมลีกเอิง พร้อมรางวัลดาวรุ่ง Kopa Trophy และ Golden Boy จากฟอร์มในระดับยุโรป
ฤดูกาล 2019–20 เปแอสเชคว้าทริปเปิลแชมป์ในประเทศ โดยเอ็มบัปเปยิงในลีกเอิง 18 ประตูร่วมเป็นดาวซัลโว พร้อมพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แม้จะแพ้บาเยิร์น มิวนิกในรอบชิง แต่เขาเป็นกำลังหลักในแคมเปญยุโรปนั้น ต่อมาในซีซัน 2020–21 เขายิง 27 ประตูในลีกและคว้าดาวซัลโวอีกครั้ง รวมทั้งยิงแฮตทริกในเกมเยือนบาร์เซโลนาในรอบน็อกเอาต์แชมเปียนส์ลีก
ระหว่างฤดูกาล 2021–22 และ 2022–23 เอ็มบัปเปยังคว้าตำแหน่งดาวซัลโวลีกเอิงต่อเนื่อง ทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่จบทั้งดาวซัลโวและจอมแอสซิสต์ลีกเอิงในฤดูกาลเดียว และปี 2023 เขายิงครบ 201 ประตูให้เปแอสเช กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ก่อนจะจบช่วงเวลาที่ปารีสด้วยการเป็นแชมป์ลีกเอิงรวม 6 สมัยและนำทีมเข้าชิงแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง พร้อมจบสถิติรวม 256 ประตูจาก 308 นัดให้สโมสร
เส้นทางสโมสร: เรอัล มาดริด
วันที่ 3 มิถุนายน 2024 เรอัล มาดริดประกาศเซ็นสัญญาเอ็มบัปเปเป็นเวลา 5 ปีแบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญากับเปแอสเช ถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์เจรจาย้ายทีมที่ยืดเยื้อมาหลายปี เขาเปิดตัวต่อแฟนบอลกว่า 80,000 คนที่ซานติอาโก เบร์นาเบวโดยสวมเสื้อหมายเลข 9 และกล่าวว่าการได้เล่นให้มาดริดคือความฝันในวัยเด็ก
เอ็มบัปเปเดบิวต์ให้มาดริดในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2024 กับอตาลันตา โดยยิงหนึ่งประตูช่วยทีมชนะ 2–0 และเปิดตัวในลาลีกาเกมเสมอมายอร์กา 1–1 จากนั้นยิงสองประตูแรกในลีกเกมชนะเรอัล เบติส 2–0 พร้อมยิงประตูแรกในแชมเปียนส์ลีกให้สโมสรเจอสตุ๊ตการ์ทในรูปแบบลีกเฟสใหม่
ฤดูกาล 2024–25 เขายิงแฮตทริกแรกให้มาดริดในลีกเกมชนะเรอัล บายาโดลิด 3–0 และแฮตทริกในแชมเปียนส์ลีกเกมชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี 3–1 สร้างสถิติยิงครบ 50 ประตูในแชมเปียนส์ลีกด้วยวัยยังไม่ถึงปลายยี่สิบ ในเอล กลาซิโก เดือนพฤษภาคม 2025 เขายิงแฮตทริกแม้ทีมจะแพ้บาร์เซโลนา แต่ผลรวมตลอดฤดูกาลทำให้เขายิงให้มาดริด 39 ประตู ทำลายสถิติยิงประตูมากที่สุดในฤดูกาลแรกของผู้เล่นมาดริด และจบท้ายฤดูกาลด้วยการคว้าดาวซัลโวลาลีกา (Pichichi Trophy) ด้วย 31 ประตูจาก 34 นัด พร้อมคว้ารางวัล European Golden Shoe ครั้งแรกในอาชีพ
ฤดูกาล 2025–26 เขาเปลี่ยนมาใช้เสื้อหมายเลข 10 และยังทำสถิติยิง 25 ประตูในลาลีกา คว้า Pichichi ต่อเนื่อง และยิง 15 ประตูในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คว้ารางวัลดาวซัลโวยุโรปอีกครั้ง ทำให้จำนวนประตูกับมาดริดรวมสองฤดูกาลแรกอยู่ที่ 56 ประตูในลีกและ 86 ประตูรวมทุกรายการ
อาชีพทีมชาติฝรั่งเศส
ระดับเยาวชนเอ็มบัปเปาสร้างชื่อกับทีมชาติฝรั่งเศส U19 ในศึกยูฟ่า ยูโรเปียน แชมเปียนชิป 2016 โดยยิง 5 ประตูรวมถึงสองลูกในรอบรองชนะเลิศชนะโปรตุเกส 3–1 พาทีมคว้าแชมป์และติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ เขาถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2017 และเดบิวต์ในเกมชนะลักเซมเบิร์ก ก่อนยิงประตูแรกในทีมชาติในเกมคัดบอลโลกชนะเนเธอร์แลนด์ 4–0 เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียคือเวทีแจ้งเกิดระดับโลกของเขา เขายิงประตูแรกในบอลโลกเกมชนะเปรู 1–0 กลายเป็นนักเตะฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในบอลโลกรอบสุดท้าย ต่อมาในเกมรอบ 16 ทีมชนะอาร์เจนตินา 4–3 เขายิงสองประตูและคว้ารางวัลแมน ออฟ เดอ แมตช์ ก่อนยิงอีกหนึ่งประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสชนะโครเอเชีย 4–2 กลายเป็นเยาวชนคนที่สองต่อจากเปเล่ที่ยิงในนัดชิงฟุตบอลโลก ได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์และช่วยทีมคว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง
ในยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2020–21 เขามีบทบาทสำคัญ ยิงและจ่ายในเกมรอบรองชนะเลิศชนะเบลเยียม 3–2 และยิงประตูชัยในรอบชิงชนะเลิศชนะสเปน 2–1 พาฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการนี้พร้อมรับรางวัลดาวซัลโวเนชันส์ ลีก ฟินาลส์
ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เอ็มบัปเปายิ่งตอกย้ำสถานะดาวเด่น เขายิงครบ 8 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ รวมถึงแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศกับอาร์เจนตินา ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ยิงสามประตูในนัดชิงบอลโลก ได้รางวัลรองเท้าทองคำ (Golden Boot) และเพิ่มสถิติยิงบอลโลกสะสมเป็น 12 ประตูจากสองสมัย
หลังปี 2023 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสแทน อูโก โลรีส์ และยังทำประตูต่อเนื่องในยูโร 2024 และเนชันส์ ลีก 2024–25 จากนั้นในฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เขายิงสองประตูเกมเปิดสนามชนะเซเนกัล 3–1 ทำลายสถิติ โอลิวิเยร์ ฌิรูด์ ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยจำนวนประตูทีมชาติรวม 63 ลูกจาก 103 นัด ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2026
สไตล์การเล่นและจุดเด่น
เอ็มบัปเปเป็นกองหน้าที่เล่นได้ทั้งตัวเป้าและตัวริมเส้น โดยมักออกสตาร์ตจากตำแหน่งปีกซ้ายหรือขวาแล้วตัดเข้าในมายิงด้วยเท้าขวา จุดเด่นสำคัญคือความเร็วจัดทั้งระยะสั้นและระยะไกล การเร่งสปีดฉีกแนวรับ และการเลี้ยงบอลด้วยเท้าซ้าย-ขวาอย่างคล่องแคล่ว เขามักใช้จังหวะแตะหลบและเปลี่ยนความเร็วตัดผ่านแนวรับที่ยืนลึกซึ่งทำให้เขาอันตรายอย่างยิ่งในจังหวะสวนกลับ
นอกจากการจบสกอร์ที่แม่นยำทั้งในกรอบและนอกกรอบ เขายังมีวิสัยทัศน์และการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมดี จนเคยทำสถิติทั้งดาวซัลโวและจอมแอสซิสต์ลีกเอิงในฤดูกาลเดียว เขาถูกเปรียบเทียบกับตำนานอย่างติเยรี อองรี และถูกสื่อเปรียบกับเปเล่จากผลงานในฟุตบอลโลก
สถิติเด่น
ในระดับสโมสร เอ็มบัปเปลงเล่นฟุตบอลอาชีพมากกว่า 480 นัดรวมทุกรายการ ยิง 373 ประตู แบ่งระหว่างโมนาโก ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง และเรอัล มาดริด ในลีกเอิงเขาได้ตำแหน่งดาวซัลโว 6 ฤดูกาลติดต่อกัน และกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของเปแอสเชด้วย 256 ประตู
ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เขายิงรวม 70 ประตูและเป็นดาวซัลโวรายการ 2 ฤดูกาล (2023–24 และ 2025–26) ขณะเดียวกันกับเรอัล มาดริด เขาทำสถิติดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลเปิดตัวของสโมสรด้วย 31 ประตูในลาลีกา และยิงรวม 86 ประตูให้มาดริดในสองฤดูกาลแรก
ระดับทีมชาติฝรั่งเศส เอ็มบัปเปลงเล่น 103 นัด ยิง 63 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ ยิงรวม 19 ประตูในฟุตบอลโลก 3 สมัย ทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นผู้ทำประตูมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก รองจากลิโอเนล เมสซี ตามข้อมูลล่าสุดในกลางปี 2026
เกียรติยศและรางวัล
ด้านถ้วยรางวัล เอ็มบัปเปคว้าแชมป์ลีกเอิง 6 สมัยกับเปแอสเช แชมป์ลีกเอิงหนึ่งสมัยกับโมนาโก และพาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์รายการสำคัญทั้งยูฟ่า ซูเปอร์คัพและถ้วยระดับนานาชาติของฟีฟ่าหลายรายการ ในฟุตบอลโลกเขาเป็นแชมป์โลก 2018 และรองแชมป์โลก 2022 รวมถึงแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2021 กับทีมชาติฝรั่งเศส
ด้านรางวัลส่วนตัว เขาได้รับ Golden Boy ปี 2017 รางวัล Kopa Trophy ปี 2018 รองเท้าทองคำฟุตบอลโลก 2022 หลายสมัยของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมลีกเอิงและดาวซัลโว รวมทั้งดาวซัลโวแชมเปียนส์ลีกและรองเท้าทองคำยุโรปกับเรอัล มาดริด เขายังถูกจัดอันดับในทำเนียบผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดของโลกและติดโผนักกีฬาค่าเหนื่อยสูงสุดจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Time และ Forbes รวมถึงได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อัศวินแห่งเลฌียงดูนเนอร์ของฝรั่งเศสในปี 2018
สถิติรวมทั้งอาชีพ
รวมจากข้อมูลที่บันทึกในระบบ
อาชีพค้าแข้ง (สโมสร)
| ทีม | ช่วงเวลา | ตำแหน่ง | เบอร์ |
|---|---|---|---|
| เรอัล มาดริด | 2024–ปัจจุบัน | กองหน้า | 10 |
| ปารีส แซงต์-แชร์กแมง | 2017–2024 | กองหน้า | 7 |
| โอลิมปิก ลิยงฝรั่งเศส | 2013–2017 | กองหน้า | 29 |
| อาแอส บงดี | 2004–2013 | กองหน้า | 0 |
ทีมชาติ
| ทีม | ช่วงเวลา | ตำแหน่ง | เบอร์ |
|---|---|---|---|
| ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส | 2017–ปัจจุบัน | กองหน้า | 10 |
สถิติ
| รายการ | ซีซั่น | สถิติ | ค่า |
|---|---|---|---|
| ลาลิกา | 2025-2026 | ลงเล่น | 31 |
| ลาลิกา | 2025-2026 | ประตู | 25 |
| ลาลิกา | 2024-2025 | ลงเล่น | 34 |
| ลาลิกา | 2024-2025 | ประตู | 31 |
| ลีกเอิง | 2023-2024 | ลงเล่น | 29 |
| ลีกเอิง | 2023-2024 | ประตู | 27 |
| ลีกเอิง | 2022-2023 | ลงเล่น | 34 |
| ลีกเอิง | 2022-2023 | ประตู | 29 |
| ลีกเอิง | 2021-2022 | ลงเล่น | 35 |
| ลีกเอิง | 2021-2022 | ประตู | 28 |
| ลีกเอิง | 2020-2021 | ลงเล่น | 31 |
| ลีกเอิง | 2020-2021 | ประตู | 27 |
| ลีกเอิง | 2019-2020 | ลงเล่น | 20 |
| ลีกเอิง | 2019-2020 | ประตู | 18 |
| ลีกเอิง | 2018-2019 | ลงเล่น | 29 |
| ลีกเอิง | 2018-2019 | ประตู | 33 |
| ทีมชาติ | 2017-2026 | ลงเล่น | 103 |
| ทีมชาติ | 2017-2026 | ประตู | 63 |
| ลีกเอิง | 2017-2018 | ลงเล่น | 27 |
| ลีกเอิง | 2017-2018 | ประตู | 13 |
| ลีกเอิง | 2016-2017 | ลงเล่น | 29 |
| ลีกเอิง | 2016-2017 | ประตู | 15 |
| ลีกเอิง | 2015-2016 | ลงเล่น | 11 |
| ลีกเอิง | 2015-2016 | ประตู | 1 |
เกียรติยศ
- แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024-2025
- แชมป์ ลีกเอิง 2023-2024
- แชมป์ ลีกเอิง 2022-2023
- แชมป์ ลีกเอิง 2021-2022
- แชมป์ ทีมชาติ 2020-2021
- แชมป์ ลีกเอิง 2019-2020
- แชมป์ ลีกเอิง 2018-2019
- แชมป์ ทีมชาติ 2018
- แชมป์ ลีกเอิง 2017-2018
- แชมป์ ลีกเอิง 2016-2017
- รองแชมป์ ทีมชาติ 2022
- รองแชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2019-2020
คลิปที่เกี่ยวข้อง
ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง
นักกีฬาที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลอ้างอิง: http://Wikipedia,%20Wikidata,%20Real%20Madrid%20official%20profile%20 · ข้อเท็จจริงบางส่วนจาก Wikidata (CC0)
