

ประวัติ
ช่วงต้นชีวิตและเยาวชน
เอ็นโกโล ก็องเต คือกองกลางเชิงรับทีมชาติฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดยุคนี้ ปัจจุบันเล่นให้กับเฟเนร์บาห์เชในตุรกี ซือแปร์ลีก และทีมชาติฝรั่งเศส โดยมีชื่อเสียงด้านความอึด การอ่านเกม และการแย่งบอลอย่างมีประสิทธิภาพ
ก็องเตเกิดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวเชื้อสายมาลี เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับ JS Suresnes ตั้งแต่อายุราว 8 ปี และอยู่กับสโมสรเยาวชนแห่งนี้นานถึงสิบปี แม้ถูกเมินจากทีมใหญ่เพราะรูปร่างเล็ก แต่เขายังคงพัฒนาฝีเท้าผ่านลีกระดับล่าง ก่อนจะย้ายเข้าสู่ระบบของบูโลญในปี 2010 และเริ่มไต่เต้าสู่ฟุตบอลอาชีพระดับสูง
เส้นทางสโมสร
ก็องเตเดบิวต์อาชีพในทีมชุดใหญ่บูโลญในลีกเดอซ์ฤดูกาล 2011–12 โดยลงสนามเกมสุดท้ายของฤดูกาล จากนั้นในฤดูกาล 2012–13 เขาเป็นกำลังหลักของทีมในแชมเปียนนา นาซิยองนาล (ลีกระดับสาม) ลงเล่น 37 นัดและยิง 3 ประตู สะท้อนสไตล์การเล่นที่ทุ่มเทตั้งแต่ต้นอาชีพ
ปี 2013 เขาย้ายไปก็องในลีกเดอซ์ และลงเล่นครบ 38 นัดในฤดูกาลแรกช่วยทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกเอิง ปีต่อมาเขายังเป็นตัวหลักในลีกสูงสุด ลงเล่น 37 นัด ช่วยทีมอยู่รอดในลีกเอิง โดยสถิติเก็บบอลคืนมากที่สุดในยุโรปฤดูกาลหนึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเป็นที่จับตามองจากอังกฤษ
เดือนสิงหาคม 2015 ก็องเตย้ายไปเลสเตอร์ ซิตี ในพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวประมาณ 5.6 ล้านปอนด์ เขากลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015–16 การวิ่งไม่มีหมด การตัดบอล และการเติมเกมทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากหลายสำนัก และมีชื่อในทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
ปี 2016 เขาย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัวราว 32 ล้านปอนด์ เซ็นสัญญา 5 ปี และได้รับเสื้อหมายเลข 7 ก็องเตช่วยเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016–17 หนึ่งปีหลังจากแชมป์กับเลสเตอร์ ทำให้เขาเป็นผู้เล่นเอาท์ฟิลด์คนแรกที่คว้าแชมป์ลีกอังกฤษสองสมัยติดกันกับสองสโมสรต่างกัน นอกจากนี้เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2017–18 ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 2018–19 และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2020–21 รวมถึงยูฟ่า ซูเปอร์ คัพและฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพกับเชลซี
หลังลงเล่นให้เชลซี 190 นัดในพรีเมียร์ลีกและยิง 11 ประตู ก็องเตย้ายไปอัล-อิตติฮัดในซาอุโปรลีกปี 2023 เขาลงเล่นให้สโมสร 79 นัด ยิง 8 ประตู และคว้าแชมป์ลีกพร้อมถ้วยพระราชาฤดูกาล 2024–25 ก่อนจะย้ายต่อไปเฟเนร์บาห์เชในตุรกีช่วงต้นปี 2026 ด้วยสัญญาจนถึงฤดูกาล 2027–28 เขาลงเล่นให้เฟเนร์บาห์เชในลีกไปแล้วอย่างน้อย 14 นัดและยิง 2 ประตูภายในเดือนพฤษภาคม 2026
ทีมชาติฝรั่งเศส
ก็องเตถูกเชิญติดทีมชาติมาลีมาก่อน แต่เลือกเก็บตัวเลือกไว้เพื่อรอการเรียกจากฝรั่งเศส จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2016 เขาได้รับเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ครั้งแรก และเดบิวต์เกมชนะเนเธอร์แลนด์ 3–2 ก่อนจะยิงประตูแรกทีมชาติในเกมอุ่นเครื่องชนะรัสเซีย 4–2 วันที่ 29 มีนาคม 2016
เขาเป็นตัวจริงในยูโร 2016 และช่วยฝรั่งเศสเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ต่อมาในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ก็องเตลงเล่นครบทุกนัดสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดคว้าแชมป์โลก เขายังมีส่วนช่วยทีมในยูโร 2020 ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2020–21 ที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ รวมถึงยูโร 2024 ที่เขากลับคืนทีมหลังบาดเจ็บยาว และสร้างสถิติลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่โดยไม่แพ้ยาวนานที่สุดของยุโรป
จนถึงเดือนมิถุนายน 2026 ก็องเตลงเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ 69 นัด ยิง 2 ประตู และถูกเรียกติดทีมชุดฟุตบอลโลก 2026 ต่อเนื่องจากความสำเร็จก่อนหน้า
สไตล์การเล่นและจุดเด่น
ก็องเตเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่เด่นเรื่องการอ่านเกม การตัดบอล และการวิ่งไม่มีหมด เขาเชื่อมเกมระหว่างแนวรับและแดนกลางด้วยการเก็บบอลคืนและจ่ายบอลต่ออย่างเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าปะทะที่แม่นยำและจังหวะการยืนตำแหน่งที่ดี ทำให้เขามักอยู่ในจุดที่ตัดบอลได้เสมอ
แม้ส่วนสูงเพียง 1.68 เมตร ก็องเตสามารถครองพื้นที่แดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยมจนถูกยกย่องว่าเพิ่มจำนวนผู้เล่นให้ทีมเหมือนมีคนเพิ่มครึ่งตัว เขาเคยถูกเปรียบเทียบกับตำนานอย่าง โคลด มาเกเลเล และได้รับคำชื่นชมจากกุนซือและเพื่อนร่วมทีมมากมาย
สถิติเด่นและเกียรติยศ
ก็องเตมีสถิติลงเล่นระดับสโมสรรวมกว่า 430 นัด ยิงราว 29 ประตู แบ่งระหว่างบูโลญ ก็อง เลสเตอร์ ซิตี เชลซี อัล-อิตติฮัด และเฟเนร์บาห์เช ในพรีเมียร์ลีกเขาติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอสองสมัยและทำสถิติการแท็กเกิลและอินเตอร์เซปชันสูงสุดติดต่อกัน
ด้านเกียรติยศ เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับเลสเตอร์และเชลซี แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ยูโรปา ลีก ซูเปอร์คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพกับเชลซี แชมป์ซาอุโปรลีกและถ้วยพระราชากับอัล-อิตติฮัด ในทีมชาติ เขาเป็นแชมป์โลก 2018 รองแชมป์ยูโร 2016 และแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2021 รวมถึงได้รับรางวัลส่วนตัวมากมายทั้งนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก นักเตะยอดเยี่ยมของสื่อ FWA รางวัลยูฟ่า มิดฟิลด์แห่งปี และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อัศวินแห่งเลฌียงดูนเนอร์ในปี 2018
สถิติรวมทั้งอาชีพ
รวมจากข้อมูลที่บันทึกในระบบ
อาชีพค้าแข้ง (สโมสร)
| ทีม | ช่วงเวลา | ตำแหน่ง | เบอร์ |
|---|---|---|---|
| เฟเนร์บาห์เช | 2026–ปัจจุบัน | กองกลาง | 17 |
| อัล-อิตติฮัด | 2023–2026 | กองกลาง | 7 |
| เชลซี | 2016–2023 | กองกลาง | 7 |
| เลสเตอร์ ซิตี | 2015–2016 | กองกลาง | 14 |
| ก็อง | 2013–2015 | กองกลาง | 14 |
| แอร์เบ ไลป์ซิก | 2011–2013 | กองกลาง | 13 |
ทีมชาติ
| ทีม | ช่วงเวลา | ตำแหน่ง | เบอร์ |
|---|---|---|---|
| ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส | 2016–ปัจจุบัน | กองกลาง | 13 |
สถิติ
| รายการ | ซีซั่น | สถิติ | ค่า |
|---|---|---|---|
| เซเรีย อา | 2025-2026 | ลงเล่น | 14 |
| ซาอุโปรลีก | 2024-2025 | ลงเล่น | 31 |
| ซาอุโปรลีก | 2023-2024 | ลงเล่น | 30 |
| พรีเมียร์ลีก | 2020-2021 | ลงเล่น | 30 |
| พรีเมียร์ลีก | 2019-2020 | ลงเล่น | 22 |
| พรีเมียร์ลีก | 2018-2019 | ลงเล่น | 36 |
| พรีเมียร์ลีก | 2018-2019 | ประตู | 4 |
| พรีเมียร์ลีก | 2017-2018 | ลงเล่น | 34 |
| ทีมชาติ | 2016-2026 | ลงเล่น | 69 |
| ทีมชาติ | 2016-2026 | ประตู | 2 |
| พรีเมียร์ลีก | 2016-2017 | ลงเล่น | 35 |
| พรีเมียร์ลีก | 2015-2016 | ลงเล่น | 37 |
| พรีเมียร์ลีก | 2015-2016 | ประตู | 1 |
| ลีกเอิง | 2014-2015 | ลงเล่น | 37 |
| ลีกเดอซ์ | 2013-2014 | ลงเล่น | 38 |
| ลีกเดอซ์ | 2013-2014 | ประตู | 2 |
| ลีกเดอซ์ | 2012-2013 | ลงเล่น | 37 |
| ลีกเดอซ์ | 2012-2013 | ประตู | 3 |
| ลีกเดอซ์ | 2011-2012 | ลงเล่น | 1 |
เกียรติยศ
- แชมป์ ทีมชาติ 2024-2025
- แชมป์ ซาอุโปรลีก 2024-2025
- แชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2021-2021
- แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2021-2021
- แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2020-2021
- แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2018-2019
- แชมป์ ทีมชาติ 2018
- แชมป์ เอฟเอ คัพ 2017-2018
- แชมป์ พรีเมียร์ลีก 2016-2017
- แชมป์ พรีเมียร์ลีก 2015-2016
- รองแชมป์ ทีมชาติ 2016
คลิปที่เกี่ยวข้อง
ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง
นักกีฬาที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
อัปเดตข้อมูลล่าสุด:
ข้อมูลอ้างอิง: http://Wikipedia,%20Wikidata%20 · ข้อเท็จจริงบางส่วนจาก Wikidata (CC0)
